เวลาเราไปเดินเลือกซื้อแอร์ใหม่ สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นสะดุดตาแปะอยู่บนตัวเครื่องแอร์ทุกตัวก็คือ “ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5” สีเหลืองๆ นั่นเอง หลายคนรู้แค่ว่าถ้ามีเบอร์ 5 คือประหยัดไฟ แต่รู้หรือไม่ครับว่าฉลากเบอร์ 5 ในปัจจุบันมีการอัปเดตแบบใหม่ (มีดาว 1-5 ดาว) ที่บอกรายละเอียดได้ลึกกว่าเดิมมาก
วันนี้ คุ้มไว แอร์ จะพามาเจาะลึกวิธีดูฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 แบบใหม่บนแอร์ ว่าแต่ละส่วนบอกอะไรเราบ้าง และจะเลือกแอร์ยังไงให้ประหยัดค่าไฟในระยะยาวได้มากที่สุดครับ
ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 คืออะไร?
ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 คือ ฉลากที่ออกโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับกระทรวงพลังงาน เพื่อเป็นเครื่องหมายรับรองว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดนั้นๆ (ในที่นี้คือแอร์) ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานตามมาตรฐานที่กำหนดไว้
เป้าหมายหลักคือเพื่อเป็น “ตัวช่วยตัดสินใจ” ให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน ช่วยลดค่าไฟในบ้าน และลดการใช้พลังงานของประเทศโดยรวมครับ
วิธีอ่านฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 แบบใหม่ (แบบมีดาว)

ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา และมีการอัปเดตล่าสุดในปี 2024 ฉลากเบอร์ 5 ได้เปลี่ยนรูปแบบใหม่ให้ละเอียดขึ้น โดยเพิ่ม “ระบบดาว (Star Rating)” เข้ามา จากเดิมที่มีแค่เบอร์ 5 เฉยๆ ตอนนี้มีตั้งแต่ เบอร์ 5 ธรรมดา (ไม่มีดาว) ไปจนถึง เบอร์ 5 ระดับ 5 ดาว
บนฉลากจะมีข้อมูลสำคัญที่คุณควรดู 5 จุดหลักๆ ดังนี้ครับ:
1. ระดับดาว (ยิ่งดาวเยอะ ยิ่งประหยัด)
จุดที่เด่นที่สุดบนฉลากคือจำนวนดาวที่อยู่ใต้เลข 5
- เบอร์ 5 (ไม่มีดาว): ผ่านเกณฑ์ประหยัดไฟมาตรฐาน
- เบอร์ 5 (1 ดาว): ประหยัดไฟมากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ~5-10%
- เบอร์ 5 (2 ดาว): ประหยัดไฟมากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ~10-20%
- เบอร์ 5 (3 ดาว): ประหยัดไฟมากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ~20-30%
- เบอร์ 5 (4 ดาว): ประหยัดไฟระดับดีเยี่ยม
- เบอร์ 5 (5 ดาว): ประหยัดไฟระดับสูงสุด (มักจะพบในแอร์รุ่นท็อปที่เป็น Inverter ประสิทธิภาพสูง)
เคล็ดลับ: ถ้าคุณเปิดแอร์ทุกวัน วันละ 8-10 ชั่วโมง การลงทุนซื้อแอร์ระดับ 3-5 ดาว จะคุ้มค่าส่วนต่างค่าไฟในระยะยาวมากกว่าครับ
2. ค่าไฟฟ้าโดยประมาณต่อปี (บาท/ปี)
นี่คือตัวเลขที่หลายคนอยากรู้ที่สุด! บนฉลากจะระบุ “ค่าไฟฟ้า … บาท/ปี” ซึ่งเป็นค่าประมาณการที่คำนวณจากการใช้งานเฉลี่ย (กฟผ. มักจะคำนวณที่การเปิดแอร์ 8 ชั่วโมง/วัน ตลอด 365 วัน)
- ประโยชน์: คุณสามารถเอาตัวเลขนี้ของแอร์ 2 รุ่นที่คุณเล็งไว้ มาลบกัน เพื่อดูว่ารุ่นไหนประหยัดเงินค่าไฟได้มากกว่ากันใน 1 ปี
3. ค่าประสิทธิภาพพลังงาน (SEER หรือ EER)
- แอร์ระบบ Inverter: จะใช้ค่า SEER (Seasonal Energy Efficiency Ratio) ยิ่งค่า SEER สูง ยิ่งประหยัดไฟมาก (แอร์ระดับ 5 ดาว มักจะมีค่า SEER เกิน 22.00 ขึ้นไป)
- แอร์ระบบธรรมดา (Non-Inverter): จะใช้ค่า EER (Energy Efficiency Ratio)
4. ข้อมูลผลิตภัณฑ์
จะระบุ ยี่ห้อ (Brand), รุ่น (Model) ของทั้งคอยล์เย็น (ตัวในบ้าน) และคอยล์ร้อน (ตัวนอกบ้าน) รวมถึงขนาดทำความเย็น (BTU/hr) เพื่อให้คุณเช็คได้ว่าฉลากนี้ตรงกับรุ่นที่คุณกำลังจะซื้อจริงๆ
5. เว็บไซต์และ QR Code
ฉลากรุ่นใหม่จะมี QR Code ให้คุณสแกนด้วยสมาร์ทโฟน เพื่อลิงก์ไปยังเว็บไซต์ของ กฟผ. (labelno5.egat.co.th) เพื่อตรวจสอบข้อมูลยืนยันว่าฉลากนี้เป็นของแท้ ไม่ได้ถูกปลอมแปลงมาแปะครับ
แอร์ Inverter กับฉลากเบอร์ 5
หากคุณสังเกตดีๆ แอร์ที่ได้ฉลากเบอร์ 5 ระดับ 3 ดาวขึ้นไป เกือบ 100% จะเป็น แอร์ระบบ Inverter ครับ เพราะระบบ Inverter มีคอมเพรสเซอร์ที่ปรับความเร็วรอบได้ตามอุณหภูมิห้อง ไม่ต้องตัด-ต่อการทำงานบ่อยๆ เหมือนแอร์ธรรมดา ทำให้ประหยัดไฟได้มากกว่า 30-50%
ดังนั้น สูตรสำเร็จในการเลือกแอร์ให้ประหยัดไฟที่สุดคือ: เลือกแอร์ Inverter + ฉลากเบอร์ 5 (ดาวเยอะที่สุดเท่างบประมาณจะอำนวย)
สรุป
ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เป็นตัวช่วยที่ยอดเยี่ยมในการเลือกซื้อแอร์ อย่าลืมว่า “แอร์ราคาถูกตอนซื้อ อาจจะแพงตอนจ่ายค่าไฟ” การยอมจ่ายแพงกว่าเล็กน้อยเพื่อซื้อแอร์ที่มีดาวเยอะๆ (เช่น 3 ดาวขึ้นไป) จะช่วยคุณประหยัดค่าไฟหลักพันบาทต่อปี ซึ่งคืนทุนส่วนต่างได้ภายใน 1-2 ปีเท่านั้นครับ
หากคุณกำลังมองหาแอร์ Inverter ประหยัดไฟเบอร์ 5 ระดับดาวสูงๆ สามารถเข้ามาเลือกชมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้ที่ คุ้มไว แอร์ เรามีแอร์แบรนด์ชั้นนำให้เลือกมากมาย พร้อมบริการติดตั้งฟรีที่ได้มาตรฐานครับ!



